เวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชงเปิดตัวสู่เวทีโลกที่กรุงเทพฯ
ขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับภูมิภาคด้าน AI สุขภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของไทย และสำนักงานคณะกรรมการจัดงานเวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรมของสภาวิทยาศาสตร์จีน (กรุงเทพฯ) ศูนย์เวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง และมหาวิทยาลัยมหิดล จัดการประชุมเวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 (2026 Tengchong Scientists Forum Bangkok Conference) เปิดฉากขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 20–22 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมโยงโลกด้วยปัญญา AI พลิกโฉมอนาคตแห่งวิทยาศาสตร์ชีวภาพ” โดยโดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Yunnan Baiyao Group Co., Ltd. สถาบันการจัดการการบริการแห่งเอเชีย (Asian Institute of Hospitality Management) หอการค้าจีนในประเทศไทย (The Chinese Chamber of Commerce of Thailand) และสมาคมการค้าไทย–จีน (Thai-Chinese Commerce Association)
การประชุมในครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมในต่างประเทศครั้งแรกของเวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชง (Tengchong Scientists Forum: TSF) และเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของชุดกิจกรรม “TSF Global Science Dialogue” อีกทั้งยังถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา TSF สู่ระดับนานาชาติ มีนักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรม และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ จากกว่า 10 ประเทศและภูมิภาค มากกว่า 300 คน เข้าร่วมหารือ โดยมุ่งเน้นประเด็นปัญญาประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ นวัตกรรมสุขภาพ และการต่อยอดผลงานทางวิทยาศาสตร์สู่การประยุกต์ใช้ข้ามพรมแดน
โดยพิธีเปิดการประชุม TSF กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ. สวี่ จื้อหง ประธานร่วมของ TSF สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์จีน และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยมี ศ.ไป๋ ชุนหลี่ ประธานการประชุม สมาชิกและอดีตประธานสภาวิทยาศาสตร์จีน และสมาชิกคณะที่ปรึกษา TSF, นางสาวเพ็ญนภา กาญจนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย, นายเฉิน เฟิงเว่ย เลขาธิการสถาบันวิจัยขั้นสูงเซี่ยงไฮ้ สังกัดสภาวิทยาศาสตร์จีน และ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเปิดงานด้วย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569
ภายในงานผู้เข้าร่วมพิธีได้กล่าวสุนทรพจน์ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน และการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่เปิดกว้าง มีความไว้วางใจ และเอื้อประโยชน์ร่วมกัน การประชุมช่วงดังกล่าว โดยมี ศ. ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ
และยังมีการปาฐกถาพิเศษ โดย ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวเน้นย้ำถึงศักยภาพของ AI ในการเสริมขีดความสามารถของสติปัญญามนุษย์ มากกว่าการเข้ามาแทนที่มนุษย์ พร้อมชี้ว่า การผสานศักยภาพของ AI เข้ากับความสามารถของมนุษย์เป็นสาขาความร่วมมือที่สำคัญระหว่างไทย จีน และอาเซียน และยังได้นำเสนอภารกิจ 5 ด้านของโครงการ Thailand Brain Initiative ได้แก่ Compute Better (ประมวลผลได้ดียิ่งขึ้น), Live Better (ใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น), Learn Better (เรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น), Recover Better (ฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น) และ Experience Better (มีประสบการณ์ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น) ซึ่งครอบคลุมการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ การเรียนรู้ สุขภาพและการฟื้นฟู ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงบทบาทที่ไทยอาจมีในฐานะฐานการทดสอบทางคลินิกและประตูสู่ภูมิภาค โดยเชื่อมโยงขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของจีนในด้าน AI และส่วนต่อประสานสมอง–คอมพิวเตอร์ เข้ากับระบบนิเวศด้านสาธารณสุขของไทยและตลาดอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน พร้อมเน้นย้ำถึงโอกาสในการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี การตรวจสอบยืนยันทางคลินิก การปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทท้องถิ่น และการขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีประสาทในวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาค
ศ.สวี่ จื้อหง กล่าวว่า ความร่วมมือถือเป็นคุณลักษณะสำคัญของ TSF มาโดยตลอด พร้อมระบุว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ เป็นก้าวแรกของการขยายบทบาท TSF สู่ระดับนานาชาติ โดยอาศัยจุดแข็งของไทยในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงความสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นระหว่างจีน ไทย และอาเซียน
ด้าน ศ.ไป๋ ชุนหลี่ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ไม่มีพรมแดน ในการรับมือกับความท้าทายระดับโลกที่ทุกฝ่ายเผชิญร่วมกัน นักวิทยาศาสตร์ ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายควรเสริมสร้างความร่วมมือแบบเปิด ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน และร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรม
นางสาวเพ็ญนภา กาญจนะ กล่าวว่า จีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะที่ไทยมีศักยภาพในการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ตลอดจนการยกระดับความร่วมมือด้าน AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพระหว่างจีน ไทย และอาเซียน เพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์และโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ภูมิภาคในอนาคตAI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพเป็นประเด็นสำคัญของการประชุม
ส่วน ดร. เฉิง จิง สมาชิกสภาวิศวกรรมศาสตร์จีน และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิงหัว นำเสนอหัวข้อ “การพลิกโฉมการปฏิบัติด้านการแพทย์แผนจีนด้วย AI” (Transforming the Practice of TCM by AI) โดยแสดงให้เห็นนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในด้านการคัดกรองโรค การวินิจฉัย การรักษาเฉพาะบุคคล และการตรวจวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยยกระดับการแพทย์แผนจีนให้ทันสมัยและส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบแม่นยำ
นายเซี่ย ลี่เสวีย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Infinigence AI กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมจีนกำหนดอนาคต AGI ที่ทุกคนมีส่วนร่วม” (Chinese Innovation Shapes an Inclusive AGI Future) โดยนำเสนอจุดแข็งเชิงระบบของจีนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และวิสัยทัศน์ในการร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเปิดกว้างและครอบคลุมในระดับใหญ่
การประชุมช่วงปาฐกถาพิเศษดำเนินรายการโดย นางสาวหลิว ฉาง รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สภาวิศวกรรมศาสตร์จีน และรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมณฑลยูนนาน
นอกจากนี้ภายในงานยังวงเสวนา 3 ช่วง ซึ่งครอบคลุมมิติต่างๆ ของความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับภูมิภาค ได้แก่
- วงเสวนา Frontier Perspectives · Leaders Dialogue ภายใต้หัวข้อ “สร้างฉันทามติด้วยวิทยาศาสตร์: ความร่วมมือเพื่ออนาคตร่วมกัน” (Building Consensus Through Science: Cooperation for a Shared Future) ดำเนินรายการโดย ศ. จอร์จ เอฟ. เกา สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์จีน รองผู้อำนวยการคณะกรรมการประจำฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ของสภาวิทยาศาสตร์จีน และสมาชิกคณะกรรมการวิชาการของ TSF โดยผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางรักษาความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ให้เปิดกว้างและอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการวิจัยจาก AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ตลอดจนแนวทางที่จีน ไทย และอาเซียนจะร่วมกันสร้างเครือข่ายนวัตกรรมระดับภูมิภาคในระยะยาว
- วงเสวนาผู้นำในหัวข้อ “สร้างฉันทามติด้วยวิทยาศาสตร์: ความร่วมมือเพื่ออนาคตร่วมกัน” ดำเนินรายการโดย ศ. จอร์จ เอฟ. เกา (ภาพ: TSF)
- วงเสวนาอีก 2 หัวข้อ ได้แก่ “แนวหน้าความร่วมมือด้าน AI และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ” (Frontiers of AI and Life Sciences Cooperation) และ “การค้นพบยาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการยกระดับการแพทย์แผนดั้งเดิมสู่ความทันสมัย” (AI-Enabled Drug Discovery & Modernization of Traditional Medicine) โดยได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากจีนและไทยมาร่วมหารือเกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ AI การแพทย์แม่นยำ ความร่วมมือด้านการวิจัยข้ามพรมแดน การค้นพบยาด้วย AI การยกระดับการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนไทยสู่ความทันสมัย รวมถึงการนำผลงานนวัตกรรมชีวการแพทย์ไปสู่การประยุกต์ใช้จริง
ภายในพิธีเปิดมีการประกาศผลลัพธ์สำคัญด้านความร่วมมือ 2 รายการ โดยมหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิงและมหาวิทยาลัยมหิดลได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อร่วมกันจัดตั้ง “KMU Medical College in Collaboration with MU” ซึ่งเป็นสถาบันความร่วมมือระหว่างจีนกับต่างประเทศ มุ่งดำเนินหลักสูตรการศึกษาร่วมกันในสาขาการพยาบาล สาธารณสุข และกายภาพบำบัด รวมถึงความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาคณาจารย์ และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ
- พิธีลงนามระหว่างมหาวิทยาลัยการแพทย์คุนหมิงและมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อจัดตั้ง KMU Medical College in Collaboration with MU (ภาพ: TSF)
- พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ 5 ฝ่าย ระหว่างบริษัท Walvax Biotechnology Co., Ltd. บริษัท Yunnan ASXAN Biotech Co., Ltd. มหาวิทยาลัยยูนนาน มหาวิทยาลัยบูรพา และบริษัท JSP Pharmaceutical Manufacturing (Thailand) Public Co., Ltd. เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมนานาชาติ ห้องปฏิบัติการดังกล่าวจะมุ่งเน้นด้านชีวการแพทย์และการผลิตทางชีวภาพ โดยบูรณาการทรัพยากรด้านการวิจัยและภาคอุตสาหกรรมของจีนและไทย เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสุขภาพ ครอบคลุมจีน เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุม Yunnan Baiyao ได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยาสีฟัน “มาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพช่องปาก” (New Oral Health Standard) ในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาบนพื้นฐานของการวิจัยสามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพในชีวิตประจำวันของตลาดในภูมิภาคได้อย่างไร และคณะผู้แทนการประชุมยังได้เยี่ยมชมคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
การประชุมที่กรุงเทพฯ ประกอบด้วย ปาฐกถาระดับสูง การเสวนาประเด็นแนวหน้า การลงนามความร่วมมือ กิจกรรมโรดโชว์นำเสนอโครงการ กิจกรรมเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเยี่ยมชมสถาบันวิจัยและภาคธุรกิจ โดยได้รับการออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเชิงปฏิบัติที่เชื่อมโยงการหารือเชิงนโยบาย การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และการนำนวัตกรรมไปสู่การปฏิบัติ
เวทีนักวิทยาศาสตร์เถิงชงริเริ่มร่วมกันโดย กู้ ปิ่งหลิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยชิงหัว; สวี่ จื้อหง อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยปักกิ่ง; และ เหรา จื่อเหอ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยหนานไค โดยยึดหลัก “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำพาอนาคต” และมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการขั้นสูง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และภาคการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างจีนกับเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2565 (ค.ศ. 2022) เวทีดังกล่าวได้เติบโตขึ้นเป็นแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลในจีน และได้รับการบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการของการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (Global Civilizations Dialogue Ministerial Meeting)
การประชุมที่กรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา TSF จากแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ สู่แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศ และจะเป็นต้นแบบในการสร้างกลไกการเสวนาและความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศที่จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและครอบคลุมหลายภูมิภาค


.jpg)



.jpg)



















.jpg)







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น